วิวัฒนาการการก่อตัวของสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน |
|
| พ.ศ.๒๕๓๗ | วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคเอดส์ ใน จ.พิษณุโลก ทำให้บุคลากรสาธารณสุขกลุ่มหนึ่งรวมตัวกับผู้นำทางสังคมภายในจังหวัด ก่อตั้ง มูลนิธิชาวพิษณุโลกรวมใจต้านภัยเอดส์ เพื่อสนับสนุนมาตรการทางสังคมในการป้องกันควบคุม แก้ไขปัญหาโรคเอดส์ แต่ทำงานไประยะหนึ่งพบว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาโรคอดส์ในระยะยาวได้ จึงเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานใหม่ โดยมุ่งประกระบวนทัศน์เป็นการพัฒนาศักยภาพของคนและชุมชน เน้นให้คนในชุมชนตระหนักและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพ ร่วมคิดร่วมทำตามศักยภาพและวิถีของชุมชนเอง โดยมูลนิธิทำหน้าที่กระตุ้น โดยการใช้กระบวนการมีส่วนร่วม |
| พ.ศ.๒๕๓๘ | จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศและแผนพัฒนาการคมนาคม ทำให้ภาคหอการค้ามองเห็นศักยภาพภูมิยุทธศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลกในการเชื่อมโยงประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จึงได้เสนอแนวคิดในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและการขนส่ง ให้อำนวยต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคเหนือตอนล่าง โดยเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดถึงกลุ่มประเทศอินโดจีน |
| พ.ศ.๒๕๓๙ | นักวิชาการ ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจท้องถิ่น ได้หยิบยอแนวคิดดังกล่าวมาเสวนาถึงโอกาสและความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง จนแนวคิดพัฒนาไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาสี่แยกอินโดจีน โดยแกนนำของมูลนิธิชาวพิษณุโลกรวมใจต้านภัยเอดส์เป็นผู้ประสานหลักในการจัดการเสวนาให้ต่อเนื่อง ในที่สุดสามารถรวมกลุ่มก่อตั้ง ชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสี่แยกอินโดจีน เพื่อศึกษาและเสนอยุทธศาสตร์สู่การพัฒนาแบบองค์รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และอื่น ๆ ทุกด้านไปพร้อมๆกัน |
| พ.ศ.๒๕๔๐ | ชมรมศึกษาเพื่อพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ได้ร่วมมือกับสำนักงานจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างผลักดันยุทธศาสตร์สู่คณะรัฐมนตรี จนมีมติ ครม.สัญจร เมื่อ 29 กรกฎาคม 2540 รับรองเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาภาคเหนือ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้การสนับสนุนแนวคิดและงบประมาณในการขับเคลื่อนของแกนนำชมรมฯเพื่อจัดเวทีระดมความคิดเห็นของทุกฝ่ายทุกภาคี ในกลุ่มจังหวัดทุกเดือนจนกำหนด วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนาสี่แยกอินโดจีน จัดพิมพ์รูปเล่มเป็นคู่มือหลักของทุกภาคส่วนใช้ประกอบการดำเนินการ เช่น ทางสำนักงานจังหวัดต่าง ๆ ใช้เป็นเอกสารประกอบการวางแผน สภาหอการค้าใช้เป็นเอกสารประกอบการประชุมประจำปีของหอการค้าทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2540 นอกจากนี้ ทางชมรมฯได้วางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปศึกษา |
| พ.ศ. ๒๕๔๑ | เกิดวิกฤตเศรษฐกิจทั่วประเทศ กระแสเศรษฐกิจพอเพียงได้รับความสนใจควบคู่กับกระแสประชาคมกระแสประชาคม เป็นโอกาสให้แกแกนนำข้าราชการและประชาชนที่สนใจงานพัฒนาท้องถิ่นทุกจังหวัดได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวในเวทีและกิจกรรมสาธารณะตามจังหวะก้าวอย่าต่อเนื่อง ได้รับประสบการณ์ตรงจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โยงใยเป็นเครือข่ายทางสังคมกว้างขวางออกไปจากกลุ่มถึงกลุ่ม ได้รับประสบการณ์ ทำให้เข้าใจถึงวิธีคิดของบุคคล กลุ่มทุกประเภททุกระดับในสังคม เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของชุมชนต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกัน การเข้าร่วมอย่างสร้างสรรค์ด้วยกระบวนทัศน์พหุนิยมและเสริมศักยภาพของทุกฝ่าย เช่นนี้เองทำให้แกนนำจังหวัดได้รับการยอมรับเป็นลำดับ จนเป็นที่ทราบของคนทั่วไปในฐานะของแกนนำการเคลื่อนไหวด้านประชาสังคมภายในจังหวัด ขณะที่บทบาทของชมรมฯทำหน้าที่ประสานเครือข่ายกลุ่มจังหวัดชัดเจนขึ้น พร้อมกับมีภารกิจสำคัญมากมาย จึงปรับองค์กรเป็น สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๑ ขณะที่หลายจังหวัดพัฒนาจากกลุ่มแกนเล็ก ๆ เป็นกลุ่มใหญ่หรือชมรม เช่น กลุ่มเพื่อนตาก ชมรมร่วมพัฒนาพิจิตร ชมรมศึกษาเพื่อการพัฒนาสุโขทัย เป็นต้น |
| พ.ศ.๒๕๔๒ | สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ได้รับความไว้วางใจจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ฯลฯ ให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพองค์กรและเครือข่ายแกนนำประชาคมควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนแบบบูรณาการ โดยทำหน้าที่ องค์กรพี่เลี้ยง ด้วยการจัดเวทีประชาคมและสนับสนุนกิจกรรมประชาคมให้กับชุมชนในจังหวัดสี่แยกอินโดจีน ทำงานแบบองค์กรสาธารณะประโยชน์ มีเป้าหมายให้คนในชุมชนมีการตื่นตัว รวมตัวเป็นเจ้าของปัญหาและเริ่มแก้ไขด้วยการใช้ทุนเศรษฐกิจและทุนสังคมให้ชุมชนก่อน อันจะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืนตลอดไป ขณะเดียวกันสามารถค้นพบแกนนำเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากกระจายครอบคลุมทุกจังหวัด |
| พ.ศ.๒๕๔๓ | การขับเคลื่อนทางสังคมเริ่มเห็นพลังเครือข่ายในรูปแบบต่างๆชัดเจนต่อเนื่องในอัตราเร่ง การเคลื่อนตัวไม่สามารถหาจุดกำเนิดและรอยต่อได้ มีการเคลื่อนไหวทุกระดับอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหมือนจังหวะเพลงที่สอดประสานอย่างลงตัวทำให้เกิดเพลงที่ไพเราะ ภายใต้การทำงานอย่างขะมักเขม้นของแกนนำประชาคม ประสานถักทอเครือข่ายทุกระดับเพื่อให้ตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมอยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสันติสุข แกนนำข้าราชการและชนชั้นกลางเริ่มเคลื่อนไหวเชื่อมกับชุมชนฐานล่างในการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบภายใต้การสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากมูลนิธิพัฒนาไท ปปส.ภาคเหนือ กองทุนชุมชน(SIF) |
| พ.ศ.๒๕๔๔ | เกิดแรงกระเพื่อมอย่างมากจากการเคลื่อนตัว พร้อมๆกันขององค์กรอิสระและองค์กรกึ่งอิสระตามรัฐธรรมนูญ เช่น พอช. สสส. สกว. สวรส. สปรส. ฯลฯ รวมทั้งการจัดตัวครั้งประวัติศาสตร์ขององค์กรรัฐ จากการทำงานในแนวดิ่ง ค่อยๆขยับตัวสู่การทำงานในแนวราบและนิยมการมีส่วนร่วมในการคิด การตัดสินใจ การปฏิบัติ แม้กระทั่งเรื่องการใช้งบประมาณ ทำให้องค์กรชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมสร้างสรรค์ท้องถิ่นมากเป็นลำดับ ทำให้การทำงานของสถาบันฯกับการพัฒนาเครือข่ายแนวราบขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นจังหวะดีที่องค์กรแห่งนี้จะยกระดับการทำงาน "ปฏิบัติการ" สู่การทำงาน "ทางความคิด" พร้อมทั้งได้พัฒนาทักษะพิเศษเฉพาะขึ้นมาเพื่อเตรียมรองรับการพร่องถ่ายอำนาจจากแนวดิ่งสู่แนวราบและการมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างราบรื่นไม่เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เช่น ทักษะการเป็นวิทยากรกระบวนการ ทักษะการติดตามประเมินแบบมีส่วนร่วม ทักษะการประสานแบบมืออาชีพ |
| พ.ศ.๒๕๔๕ | ค้นพบว่าสังคมจะอภิวัฒน์และเคลื่อนตัวได้อย่างทันต่อการเปลี่ยนแปลงขอโลกต้องอาศัย ชนชั้นกลางและกลุ่มคนหนุ่มสาว เป็นกำลังสำคัญ จึงมุ่งสร้างช่องทาง(Access) ให้กลุ่มคนเหล่านี้ เข้าสู่การทำงานที่มากกว่าทำเพื่อส่วนตน (โดยที่ส่วนตัวก็ควรได้ประโยชน์และความสุขจากการกระทำ) แม้จะเสี่ยงอย่างมากต่อการวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม เช่น การจัดแข่งแรลลี่สี่แยกอินโดจีนต่อต้านยาเสพติ เพื่อหาแนวร่วมและประชาสัมพันธ์เชิงรุกไปในตัว การประสานความร่วมมือกับเครือข่ายประชาคม 12 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเตรียมความพร้อมชุมชนให้เกิดการตื่นตัวเรื่องสุขภาพของตนเอง และการผลิตอาหารปลอดสารพิษ รองรับกับนโยบายของรัฐ |
| พ.ศ.๒๕๔๗ | นั่นคือ ปีแห่งอาหารปลอดภัย (Food Safety) การจัดองค์กรรูปแบบใหม่ เพื่อให้เข้าสู่ปรัชญาของ "องค์กรประสานมืออาชีพ" (Professional Coordination Organization) โดยบริหารที่ยืดหยุ่นเน้นการมีส่วนร่วมสูงสุด ให้ความสำคัญความหลากหลายทาง ความคิดไปสู่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) |
| พ.ศ.๒๕๔๙ | การมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร ที่เป็นองค์กรภาครัฐ และเอกชน ดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม และการเผยแพร่ข้อมูลด้านการเกษตร ในกลุ่มประเทศสี่แยกอินโดจีน อีกทั้งการให้ความสนใจในด้าน Logistics ส่งผลมากขึ้นในเขตสี่แยกอินโดจีน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่ลืมที่จะเน้นการพัฒนาชุมชนให้คิดเป็นทำเป็น ดำรงอยู่ตามวิถีชีวิตแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว |
| พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๒ | การมุ่งเน้นประสานภาคีเครือข่ายหลากหลาย อาทิ ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง รวมทั้งการขยายแนวคิดการพัฒนายุทธศาสตร์สี่แยกอินโดจีน อย่างเป็นรูปธรรม การส่งเสริมการเรียนรู้แก่ชุมชน ต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนผลกระทบจากสี่แยกอินโดจีนในอนาคต |